ประวัติการจัดสร้าง “พระผงราชวรมัน” หรือ “พระผงชัยวรมัน” สุดยอดวัตถุมงคลที่ หลวงปู่บุญจันทร์ จตฺตสลฺโล สร้างขึ้นเพื่อบรรจุสะดืออุโบสถไทย-อเมริกัน
บางส่วนมอบให้กับผู้ร่วมทำบุญสร้างอุโบสถ และบางส่วนมอบให้กับ หลวงตาอรุณ อนีโฆ เพื่อจัดหาทุนในการสร้างสำนักสงฆ์หนองไม้ตาย วารินชำราบ. ในบรรดาพระเครื่องที่ หลวงปู่บุญจันทร์ จตฺตสลฺโล จัดสร้าง นอกจาก พระพิฆเณศวร์ พ.ศ. 2529 ที่กำลังสร้างปรากฏการณ์ให้นักสะสมพลิกอุบลหาในเวลานี้ ก็มี พระผงชุด ”ราชวรมัน” หรือ ที่เรียกกันในอีกชื่อว่า ”พระผงชัยวรมัน” หนึ่งในพระเครื่องยุคแรกที่หลวงปู่ตั้งใจสร้างบรรจุสะดืออุโบสถเพื่อสืบอายุพระพุทธศาสนาให้ได้ห้าพันปี ตามธรรมเนียมการสร้างอุโบสถของบูรพาจารย์ รุ่นเก่า
อุโบสถมิตรภาพไทย-อเมริกัน หน้าบันพระพิฆเณศวร์ หนึ่งเดียวในอุบลราชธานี
อุโบสถมิตรภาพไทย-อเมริกัน หน้าบันพระพิฆเณศวร์ หลังนี้ หลวงปู่บุญจันทร์ สร้างขึ้นจากการบริจาคอิฐ หิน ปูน ทราย เหล็ก และเงินทุน พร้อมทั้งแรงงานของทหารสหรัฐอเมริกา หรือที่รู้จักกันในนาม “ทหารจีไอ” G.I. ซึ่งเข้ามาตั้งฐานทัพอยู่จังหวัดอุบลราชธานี ในสงครามเวียดนาม อันเนื่องมาจากเหตุการณ์เครื่องบินทหารฝรั่งตกบริเวณบ้านปากน้ำ นับเป็นอุโบสถเพียงแห่งเดียวที่ถูกสร้างขึ้นท่ามกลางไฟสงครามโดยมีทหารฝรั่งชาวต่างชาติ เป็นผู้สนับสนุนวัสดุอุปกรณ์ในการก่อสร้าง
และที่น่าทึ่ง หน้าบันอุโบสถวัดปากน้ำ หลังนี้ หลวงปู่ให้ช่างปั้นผูกลายเป็นรูป “พระพิฆเณศวร์ ปางมหาเทพทรงพรตประทานพร” หัตถ์ข้างหนึ่ง ถือสัปรด หมายถึง ความอุดมสมบูรณ์ และการมองเห็นทุกความปรารถนาของผู้คนที่มาขอพร

หัตถ์ข้างหนึ่งถืออุนาโลมหรือเปลวเพลิง หมายถึง ดวงปัญญา ความรุ่งโรจน์ และความสว่างไสว ในยามมืดมนอับจนหนทาง มหาเทพจะคอยจุดดวงปัญญาให้ลุกโพลงขึ้น เป็นแสงสว่างนำทางให้ลูกหลานได้พบทางสว่าง
หัตถ์ข้างหนึ่งยกขึ้นประทานพร หมายถึง จงอธิษฐานขอพร แล้วลูกหลานจะได้รับพรตามที่ขอ และ หัตถ์ถืองา หมายถึง จงทำความดีและรักษาความดีเอาไว้ ความดีจะรักษาลูกหลานให้แคล้วคลาดปลอดภัยจากภยันตรายนานาประการ
การปั้นพระพิฆเณศวร์ไว้บนหน้าบันอุโบสถ ไม่มีพบเห็นบ่อยนัก นอกจาก อุโบสถมิตรภาพไทย-อเมริกัน หลังนี้ สะท้อนถึงความสัมพันธ์ของแผ่นดินเมืองอุบลราชธานี เป็นแผ่นดินแห่งพระพิฆเณศวร์ ราชธานีแห่งทวยเทพ มาแต่โบราณนับพันปี ก่อนจะหันมานับถือพระพุทธศาสนาแบบทวารวดี และพัฒนาเป็นพระพุทธศาสนาเถรวาท ในปัจจุบัน
เรียนวิธีสร้างพระเครื่อง และแสวงหามวลสาร
ควบคู่ไปกับการ สร้างอุโบสถไทย-อเมริกัน หลวงปู่บุญจันทร์ เดินสายศึกษาวิธีการสร้างพระให้ถูกต้องตรงตามตำราโบราณ และรวบรวมมวลสารอันศักดิ์สิทธิ์ด้วยตัวท่านเอง และข้อมูลที่เล่าต่อกันมา หนึ่งในผู้ที่เคยติดตามหลวงปู่บุญจันทร์จาริกธุดงค์ไปตามสถานที่ต่างๆ เพื่อรวบรวมมวลสารสร้างพระผงวรมันในตำนาน คือ “หลวงตาอรุณ อนีโฆ” แห่งสำนักสงฆ์หนองไม้ตาย
สำหรับขั้นตอน ส่วนผสม มวลสาร และการจัดสร้างพระเครื่องในรูปแบบพระผง หลวงปู่ร่ำเรียนจาก “วัดระฆัง” ส่วนเนื้อโลหะ เรียนจาก “วัดสุทัศน์” สองสำนักตำรับใหญ่ที่ได้รับการยอมรับในวงการพระเครื่องไทย
สองสหธรรมิกในเมืองหลวงผู้ให้ความช่วยเหลือ
โดยในขณะนั้นหลวงปู่บุญจันทร์พำนักอยู่ที่คณะ 1 วัดราชนัดดารามกรุงเทพมหานคร ด้วยวัดราชนัดดาในเวลานั้น มีหลวงตาพิมพ์-พระครูใบฎีกาพิมพ์ พิมฺพิสาโร ซึ่งเป็นสหธรรมิกที่เติบโตมาด้วยกัน ในวัยเยาว์ เมื่อครั้งเรียนหนังสืออยู่วัดปทุมมาลัย และวัดหลวง (พิบูลฯ) จังหวัดอุบลราชธานี จำพรรษาอยู่
และด้วยสองประสานระหว่างพระครูใบฎีกาพิมพ์ พิมฺพิสาโร ผู้ชำนาญด้านศาสตร์แห่งโหร ในฐานะครูผู้สอนโหราศาสตร์ของสมาคมโหราศาสตร์ยุคก่อตั้ง จึงรู้จักผู้คนมาก เป็นผู้คำนวณฤกษ์ผานาที และหลวงปู่บุญจันทร์ จตฺตสลฺโล ผู้สืบทอดมหาทิพย์มนต์โบราณ จากหลวงปู่รอด เป็นผู้ออกแบบพิมพ์คำนวณสูตรการจัดสร้าง การผสมมวลสาร และการปั้มพระ ทำให้คณะ 1 วัดราชนัดดารามวรวิหารได้กลายเป็นตำนานอันลือลั่นแห่งการจัดสร้างพระผงชุด “ชัยวรมัน” ดังกล่าว
ควรบันทึกไว้ว่า ในการที่พระเถราจารย์จากหัวเมืองมาจัดสร้าง พระผงชัยวรมัน ถึงในเมืองกรุงนั้น คงไม่ใช่เรื่องง่าย หากไม่ได้ พระครูใบฎีกาพิมพ์ พิมฺพิสาโร ให้ความช่วยเหลืออย่างแข็งขัน และยังมีสหธรรมมิก อีก 2 รูป คือ หลวงตามหาคำคูณ ฐานิสฺสโร คณะ 7 วัดราชนัดดารามวรวิหาร และ พระครูวินัยธร คำภา ชุตินฺธโร คณะ 14 วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร ให้ความช่วยเหลืออย่างจริงใจ อีกด้วย
ส่วนการประสานงานกับบุคคลภายนอก เพื่อให้พระผงชัยวรมันเป็นสุดยอดพระเครื่องแห่งยุค หลวงปู่บุญจันทร์ ได้ หลวงตาอรุณ อนีโฆ แห่งสำนักสงฆ์บ้านหนองไม้ตาย ซึ่งมีความคุ้นเคยกับ หลวงปู่บุญจันทร์ และ พระครูใบฎีกาพิมพ์ มาเก่าก่อน เป็นผู้ให้ความช่วยเหลือ ด้วยเคยเป็นฆราวาสมาก่อนจึงรู้จักผู้คนมาก ทั้งคล่องแคล้วในการติดต่อกับผู้คน โดยในระหว่างนั้น หลวงตาอรุณ ได้เข้ามาอุปสมบทเป็นพระภิกษุ จึงต้องการจัดหาทุนไปสร้างสำนักสงฆ์บ้านหนองไม้ตาย ตำบลท่าช้างน้อย อำเภอวารินชำราบ(ในเวลานั้น) จังหวัดอุบลราชธานี
สร้างเหรียญพระครูวิโรจน์รัตโนบล(รอด) เหรียญบูชาครู พ.ศ. 2517
ภายหลังศึกษาวิธีการสร้างพระเครื่องทั้งแบบพระผงและโลหะ จนเจนจบแล้ว หลวงปู่บุญจันทร์ ได้จัดสร้าง เหรียญบูชาครู ก่อนเป็นปฐม ให้ตรงตามหลักการสร้างพระแบบโบราณ โดยได้สร้าง เหรียญหลวงปู่พระครูวิโรจน์รัตโนบล(รอด) ซึ่งเป็นอาจารย์ผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาของท่าน ในพ.ศ. 2517 เป็นเหรียญ “บูชาครู” จากนั้นจึงจัดสร้าง พระผงชุดชัยวรมัน เป็นลำดับมา ใน พ.ศ. 2518
เดินสายรวบรวมมูลอาจารย์
หลวงปู่บุญจันทร์ ได้เดินสายรวบรวมวิชาของ หลวงปู่พระครูวิโรจน์รัตโนบล(รอด) ซึ่งกระจัดกระจายอยู่ตามศิษย์ผู้ใหญ่ โดยเริ่มไปเรียนวิชาจาก หลวงปู่จันทร์ วัดบ้านกอก หัวนา จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งพระอุปัชฌาย์พร ภทฺทญาโณ วัดกุดลาด เป็นผู้แนะนำ ในการเดินทางไปเรียนวิชาครั้งนั้น มีผู้ยกครูพร้อมกัน 2 รูป คือ หลวงปู่บุญจันทร์ -พระมงคลธรรมวัฒน์ วัดปากน้ำ(บุ่งสระพัง) และหลวงปู่จันทร์ -พระวิโรจน์รัตโนบล (อดีตเจ้าคณะอำเภอบุณฑริก) วัดทุ่งศรีเมือง ซึ่งในเวลานั้น หลวงปู่จันทร์ วัดบ้านกอก หัวนา จังหวัดศรีสะเกษ นับว่าเป็นหนึ่งในศิษย์ผู้ใหญ่ที่ใกล้ชิด หลวงปู่รอด-พระครูวิโรจน์รัตโนบล ที่ยังมีชีวิตอยู่ และศิษย์หลวงปู่จันทร์ทั้งสองรูปที่ยกครูในวันเดียวกันต่างก็ได้เป็นพระราชาคณะในเวลาต่อมา
จันทร์ 3 จันทร์ จึงได้มาบรรจบกัน ร่วมสืบทอดวิชาของ หลวงปู่รอด และในยุคนั้น ถึงกับร่ำลือกันว่า ถ้าพระเครื่องรุ่นใดที่ได้ปลุกเสกอธิษฐานจิตโดย หลวงปู่จันทร์ทั้ง 3 รูป นี้ ว่ากันว่า พระเครื่องรุ่นนั้นถึงกับ “ออกแสง” จากนั้น หลวงปู่บุญจันทร์ ก็ไปเรียน วิชาปัว (วิชารักษา) จาก อาจารย์ที่บ้านหนองสะโน ตำบลท่าช้างน้อย อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี วิชาที่เรียนคือวิชาจอดกระดูก ทำน้ำมัน และตำรายาโบราณ หลวงปู่บุญจันทร์เคยเล่าให้ลูกศิษย์ฟังว่า เฉพาะวิชาจอดกระดูก หากอาจารย์ยังอยู่ คาถานี้จะไม่ขลัง จะใช้ได้ก็ต่อเมื่ออาจารย์ล่วงไปแล้วเท่านั้น ดังนั้น วิชาจอดกระดูก หลวงปู่บุญจันทร์ จึงได้ใช้ ในช่วงปลายอายุของหลวงปู่ หลังจากอาจารย์ของท่านล่วงไปแล้ว จากนั้น ท่านก็ไปเรียนวิชาเป่าเท้าบวม ขาบวม คอบวม ที่สืบทอดจาก หลวงปู่ธรรมโสดา วัดเหล่าเสือโก้ก ว่ากันว่า หลวงปู่ธรรมโสดา ท่านมีวิชาเข้มขลัง มาก สามารถเป่าปลาซิวให้เข้าไปอยู่ในลูกมะพร้าวได้
เมื่อครั้งที่ พระมหามังกร ปญฺญาวโร (หลวงตาน้อย) วัดสุปัฏนาราม ปลีกวิเวกออกมาพำนักจำพรรษาอยู่ วัดป่าพระพิฆเณศวร์ บ้านปากน้ำ เกิดท้าวบวม หลวงปู่บุญจันทร์ ได้ใช้วิชาของ หลวงปู่ธรรมโสดา เป่าเท้าให้ พระมหามังกร หายเป็นปลิดทิ้ง
และท่านยังได้ไปเรียนวิชากับ อาจารย์ที่วัดหลวง (พิบูลฯ) เพิ่มเติมอีกด้วย พระอุปัชฌาย์พร ภทฺทญาโณ วัดกุดลาด เคยเล่าให้ผู้ที่ใกล้ชิดฟังว่า ”ญาท่านจันทร์ เพิ่นเป็นผู้นำเก็บมูลเก่าอาจารย์ (-หมายถึง หลวงปู่รอด) มูลเก่าอาจารย์อยู่หม่องใด๋ ญาท่านจันทร์กะไปนำเก็บมาเบิ่ด“
ธรรมเนียมการให้วิชาแก่ศิษย์นั้น ครูบาอาจารย์รุ่นเก่า ท่านไม่ได้ให้ทั้งหมด แต่จะให้เป็น “ช่อ“ ท่านจะดูอัธยาศัยว่า ลูกศิษย์รูปใดใครเหมาะสมกับวิชาด้านใด แล้วให้วิชาที่เหมาะสมกับอัธยาศัย เรียกว่าให้เป็น “ช่อ” ดังนั้น วิชามหาทิพย์มนต์ของหลวงปู่รอด-พระครูวิโรจน์รัตโนบล แต่ละด้านจึงกระจัดกระจายอยู่ตามศิษย์ผู้ใหญ่ในแต่ละพื้นที่ และหลวงปู่บุญจันทร์จึงเป็นผู้เดินสายรวบรวมมูลเก่าของอาจารย์กลับมาไว้ในที่แห่งเดียว
เหรียญพระพิฆเณศวร์ พ.ศ. 2529
ภายหลังสร้าง พระผงชุดวรมัน บรรจุสะดือโบสถ์ และเสร็จสิ้น พิธีสมโภอุโบสถในปี พ.ศ. 2527 และพรรษาปีนั้น หลวงปู่บุญจันทร์ แบกกลด สะพายบาตรออกจากวัดปากน้ำ เดินเท้าตัดทุ่งนาข้ามฮ่องใหญ่ลัดเลาะตามทางเกวียนไปจำพรรษา ณ วัดบ้านนาคำ ตามธรรมเนียมโบราณ ต่อมา หลังกลับมาจำพรรษาวัดปากน้ำ จึงได้สร้าง เหรียญพระพิฆเณศวร์ รุ่น 2529 พร้อมกับเปิดสำนักเรียนบาลีขึ้นที่วัดปากน้ำ และห่างหายจากการสร้างพระเครื่องไปนานหลายปี






หลัง วาระ 100 ปี ชาตกาลของหลวงปู่บุญจันทร์ เมื่อเดือนเมษายน 2569 ที่ผ่านมา เหรียญพระพิฆเณศวร์รุ่น 2529 ที่หลวงปู่สร้างไว้ร่วม 40 ปี กลับมาสร้างปรากฏการณ์ให้นักสะสมพลิกแผ่นดินหาในชั่วข้ามคืน ทำให้พระเครื่องรุ่นต่างๆ ที่หลวงปู่สร้างกลับอยู่ในความสนใจของนักสะสม หนึ่งในนั้นคือ “พระผงราชวรมัน” หรือ “พระผงชัยวรมัน”
พร้อมกับที่ประชาชนหลั่งไหลไปยัง ดงพระคเณศ วัดป่าพระพิฆเณศวร์ สถานที่ปักกลดภาวนา และเป็นสถานที่ที่หลวงปู่ค้นพบผงชัยวรมัน จนเกิด ”ปรากฏการณ์วัดแตก“
พิมพ์พระผงชัยวรมัน
ตามประวัติการสร้างพระผงชัยวรมันนั้น ประกอบด้วยพิมพ์นิยม ดังนี้
1. สมเด็จพิมพ์ทรงนิยม
2. นางพระยาโภคาสัย
3. ปิดตาปิยินทร์ธร(ใหญ่) และ ปิดตามหาลาภมหานิยม(เล็ก)
4. พระกริ่งทรงเชียงแสน




พระผงส่วนหนึ่งมอบให้กับ หลวงตาอรุณ อนีโฆ เพื่อนำไปจัดหาทุนในการสร้าง สำนักสงฆ์บ้านหนองไม้ตาย
และเฉพาะชุดวัดปากน้ำนั้น หลวงปู่จัดสร้างเพิ่ม ทั้งในรูปแบบพระผงสมเด็จชัยวรมัน พิมใหญ่ (ขนาดเท่าฝ่ามือ) ในรูปแบบพระประธานซุ้มเรือนแก้ว และ พระนางกวัก ซึ่งนอกจากจะนำบรรจุสะดืออุโบสถแล้ว สำหรับ พระผงสมเด็จชัยวรมัน พิมพ์ใหญ่ที่เหลือจากการบรรจุ ท่านวางไว้ที่โต๊ะหมู่หน้าคลองที่ท่านสวดมนต์เจริญภาวนา ด้านบนเป็นที่ประดิษฐานหลวงพ่อเงิน ซึ่งขุดได้จาก ดงพระคเณศ เช่นเดียวกับ ผงชัยวรมัน จนใกล้วาระสุดท้าย จึงได้นำออกมา มอบให้กับศิษย์ผู้ใหญ่ ที่ท่านเห็นว่าสมควรจะมอบให้
ตอนปลายชีวิต หลวงปู่เล่าว่า พิมพ์พระผงชัยวรมัน ยังเหลืออยู่ไม่ครบทุกพิมพ์ บางพิมพ์ (พิมพ์พระปิดตา) มีพระจากนครพนมมายืมไป แต่ไม่ได้นำกลับมาคืน และสูญหายไปตั้งแต่บัดนั้น
ควรบันทึกไว้ด้วยว่า นอกจากพระเครื่องที่ท่านสร้างเพื่อแจกจ่ายด้วยตนเองแล้ว หลวงปู่บุญจันทร์ ยังจัดสร้างพระเครื่องและมอบให้กับผู้ที่ท่านเคารพนับถือด้วย ไม่ว่าจะเป็นเหรียญรูปเหมือนพระอุปัชฌาย์ (พร ภทฺทญาโณ) วัดบ้านกุดลาด เหรียญรูปเหมือน พ่อถ่านทา วัดบ้านหมากมี่ เหรียญรูปเหมือน พ่อถ่านฤทธิ์ วัดบ้านค้อ และ เหรียญพระธาตุผาแก้ว เป็นต้น
นอกจากนั้น ยังมี พระยอดธง และ พระกริ่งวัดใต้เทิ่ง ในเมืองอุบลด้วย ที่ หลวงปู่บุญจันทร์ จัดสร้างจากเหล็กยึด ฐานชุกชีพระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ
ให้พระเณรวัดปากน้ำช่วยกันผสมมวลสาร และกดพิมพ์เอง
ในการจัดสร้าง หลวงปู่บุญจันทร์ให้พระเณรวัดปากน้ำช่วยกันผสมมวลสาร และกดพิมพ์เองตลอดทั้งหมด ในเบื้องต้นได้มีการ กดพิมพ์อยู่ที่คณะ ๑ วัดราชนัดดา โดยอาศัยพระเณรลูกหลานชาวบ้านปากน้ำ ในยุคนั้น ที่หลวงปู่ส่งมาเรียนหนังสืออยู่กับ หลวงตาพิมพ์ ช่วยกัน หนึ่งในนั้น คือ สามเณรวิโรจน์ วงศ์ชะอุ่ม
จากนั้น ส่วนหนึ่งก็นำมากดพิมพ์อยู่ที่ วัดปากน้ำ (บุ่งสระพัง) จังหวัดอุบลราชธานี และได้นำไปเข้าพิธีพุทธาภิเษกตามวาระต่างๆ หลายวาระหลายสถานที่ โดยมี พระครูฎีกาพิมพ์ ธมฺมธโร และ หลวงตามหาคำคูณ ฐานิสฺสโร แห่ง วัดราชนัดดาราม เป็นผู้รับภาระในการดำเนินการทุกประการ
โดยในบั้นปลายชีวิต หลวงปู่ ได้ถ่ายทอดสูตรผสมมวลสารการสร้างพระเครื่องตามตำราโบราณให้กับ พระศรีวิสุทธิมุนี เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ(บุ่งสระพัง) รูปปัจจุบัน
ในการจัดสร้าง พระเครื่องผงวรมัน นั้น ว่ากันว่า ได้เกิดเหตุอัศจรรย์หลายประการ โดยเฉพาะในพิธีกดพิมพ์นำฤกษ์ และพิธีปลุกเสกได้มีแสงพุ่งออกมาจากมวลสารผงชัยวรมัน จนเป็นที่ร่ำลือกันในหมู่ผู้สร้างพระเครื่อง
มีข้อมูลควรบันทึกไว้ด้วยว่า ในพิธีปลุกเสกนั้นมี เจ้าพระคุณสมเด็จญาณสังวร วัดบวรนิเวศ ประกอบพิธีดับเทียนชัยและมีรายนามพระคณาจารย์นั่งปรกปลุกเสก ดังนี้
๑. หลวงพ่อมุด วัดยางสุทธาราม
๒. หลวงพ่ออยู่ วัดใหม่หนองพะอง
๓. หลวงปู่เส่ง วัดน้อยนางหงษ์
๔. หลวงพ่อเฟื่อง วัดเจ้ามูล
๕. พระครูจอย วัดบัวงาม ราชบุรี
๖. หลวงปู่แปะ วัดราชสิทธาราม
๗.หลวงพ่อจ้วน วัดพระพุทธบาทเขาลูกช้าง เพชรบุรี
๘.หลวงพ่อเทียม กษัตราธิราช พระนครศรีอยุธยา
๙.หลวงพ่อเนื่อง จุฬามณี สมุทรสงคราม
หลวงพ่อคูณ วัดบ้านไร่ ร่วมนั่งปรกปลุกเสก
เกี่ยวกับพระคณาจารย์ที่ทำพิธีปลุกเสกนี้ นอกจากจะมีรายนามตามที่ระบุข้างต้น เคยได้ยินเล่าต่อกันมา ว่า พระผงวรมันรุ่นนี้ มีพิธีปลุกเสกหลายวาระ มีพระเถราจารย์สำคัญในยุคนั้นหลายรูป เช่น หลวงพ่ออุตตมะ กาญจนบุรี หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี และในพิธีปลุกเสกวาระหนึ่ง มีหลวงพ่อคูณ วัดบ้านไร่ ร่วมนั่งปรกปลุกเสกด้วย
ในหมู่ลูกศิษย์ผู้ใกล้ชิด มักจะเคยได้ยิน หลวงปู่บุญจันทร์ ปรารภถึง หลวงพ่อคูณ วัดบ้านไร่อยู่เสมอ จนเป็นที่สนเท่ห์ใจ แต่ก็ไม่ทราบว่าท่านทั้งสองมีความเกี่ยวข้องกันด้านใดหรือไม่ และเหตุใดหลวงปู่บุญจันทร์จึงปรารภถึงหลวงปู่คูณกับลูกศิษย์อยู่บ่อยครั้ง นอกจากทราบว่า หลวงพ่อคูณ เป็นหนึ่งใน คณาจารย์ผู้นั่งปรก ปลุกเสกพระผงวรมัน ที่หลวงปู่บุญจันทร์สร้าง
และเคยได้ยินผู้ใหญ่ท่านหนึ่งเล่าว่า คราหนึ่ง มีผู้เดินทางจากอุบลไปนิมนต์ หลวงพ่อคูณ วัดบ้านไร่ มานั่งปรกปลุกเสกพระเครื่อง หลวงพ่อคูณพูดว่า
“ที่อุบลมีอาจารย์บุญจันทร์อยู่ จะมาไกลทำไมถึงนี่”
เหตุแห่งการ “งำประกาย“ ผงวรมัน และดงพระฆเณศ
ในการดำเนินการจัดสร้างพระเครื่องในยุคนั้น หลวงปู่บุญจันทร์ ท่านไม่ออกหน้าเอง ด้วยเหตุปัจจัยหลายอย่าง หนึ่งในนั้นก็คือการ “งำประกาย” เรื่องราวของ ดงพระคเณศ ไว้ เพื่อปกป้องสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้จากผู้แสวงหาผลประโยชน์ที่ไม่บริสุทธิ์ใจ ซึ่งในเวลานั้นมีอยู่เป็นจำนวนมาก นับตั้งแต่ข่าวคราวที่ หลวงปู่บุญจันทร์ ขุดได้หลวงพ่อเงินจากดงพระเนตร ก็มีคนมาในหลายรูปแบบ ทั้งในรูปแบบนักปฏิบัติปักกลดธุดงค์ นักแสวงโชค และนักสื่อวิญญาณ ซึ่งจะก่อความไม่สงบให้กับสถานที่ ทั้งอาจจะเกิดเหตุเภทภัยอันไม่คาดคิด ดังที่เคยเกิดขึ้นในหลายๆ กรณีที่ผ่านมา
มีอยู่คราวหนึ่ง พระอวดอ้างว่ามีวิชาแก่กล้า มาขอปักกลดจำวัดที่ดงพระคเณศ เนื่องจากได้ยินคำร่ำลือว่าเป็นสถานที่แข็ง เจ้าที่ดุ จึงมาขอปักกลด หลวงปู่ก็อนุญาต และให้ไปบอกผู้ใหญ่บ้าน ปรากฏว่า พระธุดงค์รูปดังกล่าวนั้น ได้ท้าทายว่า ถ้าเจ้าที่เก่งจริงก็จุดธูปเอง ว่าแล้วก็ปักธูปกำหนึ่งลงที่โคนต้นไม้ต้นหนึ่ง และปักกลดจำวัด ตรงบริเวณศาลปู่วัดป่าฯ คืนนั้น ปรากฏว่ามีงูใหญ่ตัวสีดำตาแดงเลื้อยมารัดกลดท่าน ร่างกายพระรูปดังกล่าวขยายพองขึ้นเหมือนอึ่งอ่างพองลม ดิ้นทุรนทุราย เพราะหายใจไม่ออก ลูกศิษย์ที่ตามมาด้วย ทำอะไรไม่ถูก ต้องฝ่าความมืดขึ้นมาหาหลวงปู่บุญจันทร์ที่วัดบ้าน
หลวงปู่บุญจันทร์ ให้ ปู่เลิศ เป็นคนลงไปจุดธูปบอกกล่าวจึงหายเป็นปกติ ซึ่งพระรูปนั้นก็ได้ถอนกลดหนีออกจาก ดงพระคเณศ ในคืนวันนั้น และนับตั้งแต่ข่าวที่ หลวงปู่จันทร์ขุดได้หลวงพ่อเงินจากดงพระคเณศ ร่ำลือออกไป ก็มีนักล่าสมบัติ นักแสวงโชค และนักสื่อวิญญาณคอยมารบกวนดงพระคเณศ ไม่หยุดหย่อน แม้จะออกประกาศไม่อนุญาตให้ประกอบพิธีใดๆ ในดงพระคเณศก็ตาม จนทำให้หลวงปู่บุญจันทร์ต้องคอยให้ผู้ใหญ่บ้านสอดส่องดูแล
“ ยังมีสมบัติอยู่อีกหลาย เอารถ
สิบล้อมาขนเอากะบ่เบิ่ด คันเจ้ามีบารมีกะมาขอเอาจากปู่เพิ่นติล่ะ”
คือถ้อยคำยามสบายอารมณ์ที่ หลวงปู่บุญจันทร์ มักพูดคุยกับลูกศิษย์ผู้ใกล้ชิดอยู่เสมอ เวลาพูดถึงดงพระคเณศ จนลูกศิษย์จดจำเป็นส่วนหนึ่งของถ้อยคำสนทนาของหลวงปู่
นี่เองที่อาจเป็นเหตุผลว่าทำไม พระผงชัยวรมัน จึงเงียบเชียบอยู่ในเงามืดของวงการพระเครื่องมานานหลายสิบปี ก่อนจะถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาอีกครั้งพร้อมกับกระแส เหรียญพระพิฆเณศวร์ ในปี 2569



