เปิดตำนาน “พระผงราชวรมัน–ชัยวรมัน” วัตถุมงคลลับที่หลวงปู่บุญจันทร์ซ่อนไว้เงียบๆ กว่าครึ่งศตวรรษสต
เดือนเมษายน 2569 ที่ผ่านมา ในวาระ 100 ปีชาตกาล ของ หลวงปู่บุญจันทร์ จตฺตสลฺโล เกิดปรากฏการณ์ที่ไม่มีใครคาดคิด เมื่อ “เหรียญพระพิฆเณศวร์ รุ่น 2529” ที่หลวงปู่สร้างไว้เมื่อหลายสิบปีก่อน จู่ๆ ก็กลายเป็นที่ต้องการของนักสะสมทั่วประเทศในชั่วข้ามคืน ผู้คนหลั่งไหลไปยัง วัดป่าพระพิฆเณศวร์ จนเกิดสิ่งที่วงการเรียกกันว่า “ปรากฏการณ์วัดแตก”
แต่สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้น คือเบื้องหลังความคึกคักครั้งนี้ ได้ปลุกให้วัตถุมงคลอีกชุดหนึ่งที่แทบไม่มีใครพูดถึงมานาน กลับมาเป็นที่จับตาอีกครั้ง นั่นคือ “พระผงราชวรมัน” หรือที่รู้จักกันในอีกชื่อว่า “พระผงชัยวรมัน” — วัตถุมงคลรุ่นแรกๆ ที่หลวงปู่บุญจันทร์ตั้งใจสร้างขึ้นด้วยมือของท่านเองอย่างประณีต เพื่อบรรจุไว้ใต้สะดืออุโบสถอนุสรณ์ไทย-อเมริกัน ด้วยเจตนาอันยิ่งใหญ่ คือการสืบอายุพระพุทธศาสนาให้ครบ 5,000 พระวัสสา ตามคติโบราณของบูรพาจารย์
ย้อนรอยเส้นทางก่อนจะเป็น “ชัยวรมัน”
กว่าจะมาเป็นพระผงชัยวรมันที่ลือลั่นในวันนี้ หลวงปู่บุญจันทร์ไม่ได้สร้างขึ้นมาลอยๆ แต่ผ่านการ “เดินสาย” ศึกษาวิชาอย่างจริงจังในทุกแขนง ท่านไปร่ำเรียนการสร้างพระผงจาก วัดระฆัง และเรียนการสร้างพระเนื้อโลหะจาก วัดสุทัศน์ สองสำนักตำรับใหญ่ที่ได้รับการยอมรับในวงการพระเครื่องไทย
ในช่วงเวลานั้น หลวงปู่พำนักอยู่ที่คณะ 1 วัดราชนัดดา กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นจุดนัดพบของ “สองประสาน” ที่สำคัญยิ่ง คือ พระครูใบฎีกาพิมพ์ พิมฺพิสาโร สหธรรมิกที่เติบโตมาด้วยกันตั้งแต่วัยเยาว์ที่จังหวัดอุบลราชธานี ผู้เชี่ยวชาญด้านโหราศาสตร์และเป็นผู้คำนวณฤกษ์ยามในการจัดสร้างทุกขั้นตอน ขณะที่หลวงปู่บุญจันทร์รับหน้าที่ออกแบบพิมพ์ คำนวณสูตรผสมมวลสาร และควบคุมการปั๊มพระด้วยตนเอง
นอกจากนี้ยังมีสหธรรมิกอีกสองรูปที่ร่วมแรงร่วมใจอย่างจริงใจ ได้แก่ หลวงตามหาคำคูณ ฐานิสฺสโร วัดราชนัดดา และพระครูวินัยธรคำภา ชุตินฺธโร วัดสระเกศ ทำให้คณะ 1 วัดราชนัดดารามวรวิหาร กลายเป็นแหล่งกำเนิดตำนานการสร้างพระผงชัยวรมัน อันทรงคุณค่าที่คนรุ่นหลังยังคงกล่าวขานถึง
ก่อนจะลงมือสร้างพระผงชัยวรมัน หลวงปู่บุญจันทร์ได้สร้าง เหรียญบูชาครู เป็นปฐมฤกษ์เสียก่อน โดยจัดสร้างเหรียญรูปเหมือน หลวงปู่พระครูวิโรจน์รัตโนบล (รอด) พระอาจารย์ผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาให้ท่าน ในปี พ.ศ. 2517 ก่อนจะสานต่อด้วยการสร้าง พระผงชุดชัยวรมันในปีถัดมา คือ พ.ศ. 2518
ที่น่าทึ่งคือ กว่าจะรวบรวมวิชาของหลวงปู่รอดได้ครบถ้วน หลวงปู่บุญจันทร์ต้องเดินทางไปเรียนวิชาจาก หลวงปู่จันทร์ วัดบ้านกอก หัวนา จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งเป็นศิษย์ผู้ใหญ่ที่ใกล้ชิดหลวงปู่รอดที่สุดในเวลานั้น โดยมีผู้ยกครูร่วมกันอีก 2 รูป คือ หลวงปู่จันทร์-พระมงคลธรรมวัฒน์ วัดปากน้ำ และหลวงปู่จันทร์-พระวิโรจน์รัตโนบล วัดทุ่งศรีเมือง จนเกิดเป็นคำร่ำลือในวงการว่า “จันทร์ 3 จันทร์” ที่เมื่อใดปลุกเสกพระร่วมกัน พระเครื่องรุ่นนั้นถึงกับ “ออกแสง”
สิ่งที่ทำให้พระผงชัยวรมันทรงคุณค่าไม่ใช่เพียงมวลสารหรือพิธีกรรม หากแต่คือวิชาความรู้ที่หลวงปู่บุญจันทร์สั่งสมมาตลอดชีวิต ท่านไปเรียน วิชาปัว (วิชารักษา) จากอาจารย์ที่บ้านหนองสะโน ทั้งวิชาจอดกระดูก การทำน้ำมัน และตำรายาโบราณ กระทั่งเรื่องเล่าที่ว่าวิชาจอดกระดูกจะขลังก็ต่อเมื่ออาจารย์ผู้สอนล่วงลับไปแล้วเท่านั้น ทำให้หลวงปู่ไม่ได้ใช้วิชานี้จนกระทั่งปลายชีวิต
ยังมีวิชา เป่าเท้าบวม ขาบวม คอบวม ที่สืบทอดจากหลวงปู่ธรรมโสดา วัดเหล่าเสือโก้ก ผู้ซึ่งร่ำลือกันว่าวิชาเข้มขลังถึงขั้นเป่าปลาซิวให้ไปอยู่ในลูกมะพร้าวได้ และหลวงปู่บุญจันทร์เองก็เคยนำวิชานี้ไปช่วยรักษาอาการท้าวบวมให้กับพระมหามังกร ปญฺญาวโร (หลวงตาน้อย) แห่งวัดสุปัฏนาราม จนหายเป็นปลิดทิ้ง และยังไปเรียนเพิ่มเติมที่วัดหลวง (พิบูลฯ)
คำบอกเล่าของ พระอุปัชฌาย์พร ภทฺทญาโณ ที่ว่า “ญาท่านจันทร์ เพิ่นเป็นผู้นำเก็บมูลเก่าอาจารย์ มูลเก่าอาจารย์อยู่หม่องใด๋ ญาท่านจันทร์กะไปนำเก็บมาเบิ่ด” สะท้อนให้เห็นความมุ่งมั่นของหลวงปู่ในการรวบรวมสรรพวิชาจากทุกทิศทาง เพื่อกลั่นกรองมาเป็นมวลสารและมนต์คาถาสำหรับการสร้างพระผงชัยวรมันโดยเฉพาะ
ธรรมเนียมการให้วิชาแก่ศิษย์นั้น ครูบาอาจารย์รุ่นเก่า ท่านไม่ได้ให้ทั้งหมด แต่จะให้เป็น “ช่อ“ ท่านจะดูอัธยาศัยว่า ลูกศิษย์รูปใดใครเหมาะสมกับวิชาด้านใด แล้วให้วิชาที่เหมาะสมกับอัธยาศัย เรียกว่าให้เป็น “ช่อ” ดังนั้น วิชามหาทิพย์มนต์ของหลวงปู่พระครูวิโรจน์รัตโนบล แต่ละด้านจึงกระจัดกระจายอยู่ตามลูกศิษย์ผู้ใหญ่ในแต่ละที่ และหลวงปู่บุญจันทร์จึงเป็นผู้เดินสายรวบรวมมูลเก่าของอาจารย์กลับมาไว้ในที่แห่งเดียว
ตามประวัติการจัดสร้าง พระผงชัยวรมัน มีพิมพ์นิยมหลักอยู่ 4 แบบ ได้แก่
- สมเด็จพิมพ์ทรงนิยม
- นางพระยาโภคาสัย
- ปิดตาปิยินทร์ธร (ใหญ่) และปิดตามหาลาภมหานิยม (เล็ก)
- พระกริ่งทรงเชียงแสน
พระผงราชวรมัน วัดปากน้ำ บุ่งสระพัง อุบลฯ ปี 2518

องหลังพิมพ์พระแต่ละองค์ ล้วนซ่อนเรื่องราวความศรัทธา ความพากเพียร และปริศนาที่ยังไม่มีคำตอบครบถ้วนไว้อีกมากมาย
สมเด็จพิมพ์ทรงนิยม
(พระสมเด็จราชวรมันต์ วัดปากน้ำ บุ่งสระพัง อุบลฯ ปี 2518)

พระสมเด็จราชวรมันต์ วัดปากน้ำ บุ่งสระพัง อุบลฯ ปี 2518 (ด้านหลัง)

นางพระยาโภคาสัย
(พระนางพญา ราชวรมันต์ วัดปากน้ำ บุ่งสระพัง อุบลฯ ปี 2518)

พระนางพญา ราชวรมันต์ วัดปากน้ำ บุ่งสระพัง อุบลฯ ปี 2518 (ด้านหลัง)

ปิดตาปิยินทร์ธร (ใหญ่) และปิดตามหาลาภมหานิยม (เล็ก)
(พระปิดตาราชวรมัน พิมพ์ใหญ่ และ พิมพ์เล็ก)

พระกริ่งทรงเชียงแสน
(พระกริ่งเชียงแสน บรรจุผงวิเศษราชวรมันต์)

พระผงส่วนหนึ่งถูกมอบให้ หลวงตาอรุณ อนีโฆ แห่งสำนักสงฆ์บ้านหนองไม้ตาย บ้านท่าช้างน้อย เพื่อนำไปหาทุนสร้างสำนักสงฆ์ตามความตั้งใจสุดท้ายของท่าน ขณะที่ชุดพิเศษสำหรับวัดปากน้ำ หลวงปู่ได้สร้างเพิ่มในรูปแบบพระผงสมเด็จชัยวรมันพิมพ์ใหญ่ขนาดเท่าฝ่ามือ พร้อมทั้งพิมพ์นางพระญา นางกวัก และพระประธานซุ้มเรือนแก้ว ซึ่งบางส่วนบรรจุไว้ในอุโบสถ ส่วนที่เหลือหลวงปู่เก็บไว้ที่โต๊ะหมู่บูชาที่ท่านใช้สวดมนต์เป็นประจำ ก่อนจะมอบให้ศิษย์ผู้ใหญ่ในช่วงปลายชีวิต
น่าเสียดายที่ตอนปลายชีวิต หลวงปู่ เคยเล่าว่าพระผงชัยวรมันไม่เหลือครบทุกพิมพ์แล้ว บางพิมพ์มีพระจากนครพนมยืมไป แต่ไม่ได้นำมาคืน กลายเป็นปริศนาที่ทำให้พระผงชุดนี้ยิ่งทรงคุณค่าและหายากขึ้นไปอีก
ข้อมูลที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือ ในกระบวนการจัดสร้าง หลวงปู่บุญจันทร์ให้พระเณรลูกหลานชาวบ้านปากน้ำที่มาเรียนหนังสือกับหลวงตาพิมพ์ เป็นผู้ช่วยผสมมวลสารและกดพิมพ์เองทั้งหมด ทั้งที่คณะ 1 วัดราชนัดดา และที่วัดปากน้ำ (บุ่งสระพัง) จังหวัดอุบลราชธานี ก่อนนำเข้าพิธีพุทธาภิเษกในหลายวาระ หลายสถานที่ โดยมีพระครูฎีกาพิมพ์ ธมฺมธโร และหลวงตามหาคำคูณ ฐานิสฺสโร เป็นผู้รับภาระดูแลทุกขั้นตอน
ที่สำคัญคือ หลวงปู่บุญจันทร์ไม่เคยออกหน้าเป็นผู้จัดสร้างด้วยตัวเองอย่างเปิดเผย เหตุผลหนึ่งคือความตั้งใจที่จะ “งำประกาย” เรื่องราวของดงพระคเณศไว้ เพื่อปกป้องสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้จากผู้แสวงหาผลประโยชน์ที่ไม่บริสุทธิ์ใจ นี่เองที่อาจเป็นเหตุผลว่าทำไมพระผงชัยวรมันจึงเงียบเชียบอยู่ในเงามืดของวงการพระเครื่องมานานหลายสิบปี ก่อนจะถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาอีกครั้งพร้อมกับกระแส เหรียญพระพิฆเณศวร์ในปี 2569
พระผงชัยวรมัน ไม่ใช่เพียงวัตถุมงคลธรรมดา แต่คือบันทึกประวัติศาสตร์ที่ผูกโยงครูบาอาจารย์หลายรูป หลายสำนัก หลายจังหวัดเข้าไว้ด้วยกัน ตั้งแต่วัดระฆังและวัดสุทัศน์ในกรุงเทพฯ ตลอดจนภาคเหนือและภาคใต้ ไปจนถึงวัดบ้านกอก หัวนา ที่ศรีสะเกษ และวัดต่างๆ ในอุบลราชธานี ทั้งยังสะท้อนภาพความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นของสหธรรมิกที่ร่วมกันสร้างตำนานโดยไม่หวังชื่อเสียง
เมื่อเรื่องราวเหล่านี้ค่อยๆ ถูกขุดคุ้ยและเปิดเผยออกมาในวาระ 100 ปีชาตกาลของหลวงปู่บุญจันทร์ จึงไม่แปลกที่นักสะสมและผู้ศรัทธาจะหันมาจับตาดูพระผงชัยวรมันอย่างใกล้ชิด เพราะเบื้องหลังพิมพ์พระแต่ละองค์ ล้วนซ่อนเรื่องราวความศรัทธา ความพากเพียร และปริศนาที่ยังไม่มีคำตอบครบถ้วนไว้อีกมากมาย
ศิษยานุศิษย์บางท่านของ หลวงตาจันทร์ ที่ได้ร่วมสร้างกดพิมพ์พระรุ่นนี้ ในช่วงปี พ.ศ. 2518
พระผงชุดราชวรมันต์ วัดปากน้ำ บุ่งสระพัง หลวงตาจันทร์ ได้นำมวลสารหลัก คือ ผงวรมันต์ จาก กรุวัดป่าพระพิฆเณศวร์ ได้ทำการกดพิมพ์ปฐมฤกษ์ ที่ วัดราชนัดดา คณะ1 (หลวงตาพิมพ์) กรุงเทพมหานคร ระยะหนึ่ง แล้วนำกลับมาที่ วัดปากน้ำ บุ่งสระพัง อุบลอีกครั้ง เพื่อกดพิมพ์พระ พระชุดนี้ จนเสร็จลุล่วง พระชุดนี้ได้ ร่วมปลุกเสกที่ วัดพันอ้น เชียงใหม่ ในปี 2518 พิธีใหญ่ โดยมีเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียง ร่วมปลุกเสกในสมัยนั้น >> คุณอภิชาติ บัวงาม ได้ร่วมทำการกดพิมพ์ พระชุด พระผงชุดราชวรมันต์ วัดปากน้ำ บุ่งสระพัง นี้ กับมือ :
ผมเป็นสามเณรน้อยเมื่อ 50 ปีล่วงมาแล้ว หลวงพ่อท่านส่งไปเรียนบาลีที่กรุงเทพ หลังจากเรียนบาลีจาก วัดชนะสงคราม เสร็จ ก่อนกลับวัดจะแวะมาช่วย หลวงตา กดพิมพ์พระผงชัยวรมัน ที่ วัดราชนัดา คณะ1 หลวงตาพิมพ์ ซึ่งมวลสารส่วนหนึ่ง หลวงพ่อท่านเจ้าคุณพระมงคลธรรมวัฒน์ (หลวงตาจันทร์) นำมาจากอุบล พวกเราจะมาช่วยกันกดพิมพ์พระ : >> ผอ.ประสาน อรพิมพ์

